ความอ่อนแอทำให้มีฤทธิ์เดช

การดำเนินชีวิตของทุกคนย่อมต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคในการทำงาน ปัญหาในครอบครัว และปัญหาจากสภาพแวดล้อมในสังคม จากเรื่องต่าง ๆ มากมาย แต่ละ ชีวิตก็สาละวนกับแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น

บางครั้งการดำเนินชีวิต มีเรื่องที่ทำบางสิ่งผิดพลาด เพราะพลั้งเผลอ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเกิดจาก ความประมาท หรือทำไปเพราะหลงมัวเมา เพราะไม่รู้ เพราะกิเลสครอบงำ ก็สุดแล้วแต่

การทำบางสิ่งผิดพลาด หรือการดำเนินชีวิตบางอย่างในอดีตขัดแย้งต่อความเชื่อในปัจจุบันอย่างมาก ได้กลายเป็นสิ่งที่คอยตอกย้ำถึงการฟ้องผิดทุกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากใช้ชีวิตภายใต้ความเชื่อในพระเจ้า เราต่างคาดหวังให้ชีวิตมีพระพรอยู่เสมอ แต่…บางทีช่วงเวลาที่เผชิญกับอุปสรรคในการดำเนินชีวิต เรามักจะหวนกลับไปนึกถึง ชีวิตในอดีตที่ผิดพลาด (เสมือนกับบอกตนเองว่า กรรมเก่าตามทันแล้ว หรือใช้กรรม)

ท่านเคยรู้สึกเช่นนี้บ้างไหม ? …..

พระคัมภีร์กล่าวเรื่องเช่นนี้ไว้อย่างไร ………

ก่อนอื่นเราต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เราต่างเป็นคนบาป เกิดและเติบโตท่ามกลางความบาป ที่โลกได้สะสมไว้

ปฐมกาล 3.17-19
 

พระองค์จึงตรัสแก่อาดัม ว่า "เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกิน ผลไม้ ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดิน ด้วยความทุกข์ ลำบากจนตลอดชีวิต แผ่นดินจะให้ต้นไม้ และพืชที่มีหนามแก่เจ้า และเจ้าจะกินพืชต่างๆของทุ่งนา เจ้าจะต้องหากิน ด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม"

ดังนั้นการมีปัญหาและการมีอุปสรรคในชีวิต จึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ ตลอดจนการทำผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ ย่อมเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่าชีวิตที่แท้จริงเป็นเช่นใด การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเป็นเช่นใด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้สิ่งที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นในชีวิตแล้ว นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาหมกมุ่น ในปัญหาที่เกิดขึ้นว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลอย่างมากต่อทุกชีวิต

 

แต่ก็มักพบว่า ปัญหาเหล่านั้นมักมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตในโอกาสต่อมา ไม่ว่าจะดำเนินชีวิต ไปอีกนานเท่าใด และเมื่อมารู้จักพระเจ้า ความผิดพลาดในอดีตเหล่านั้นยังตราตรึงอยู่ในใจ และรู้สำนึกเสมอว่าเป็นความบาป จนรู้สึกเป็นจุดอ่อนแอของชีวิตที่ไม่อยากพูดถึงหรือนำมาคิดถึง เมื่อมารู้จักพระเจ้าและดำเนินชีวิตกับพระเจ้า ทุกชีวิตคาดหวังที่จะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยพระพรทุกวัน และเราต่างก็คาดหวังว่า พระเจ้าจะอวยพระพรเราอย่างมาก มากกว่าคนอื่นที่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่ความผิดพลาดเหล่านั้นก็มักจะผุดขึ้นในใจเสมอ ยิ่งตอนที่ชีวิตกำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่าง จิตใจกำลังอ่อนแอกับอุปสรรคที่กำลังเกิดขึ้น และคอยตอกย้ำให้ชีวิตไม่อาจเป็นพยานชีวิต หรือขอบคุณพระเจ้าได้ แม้กระทั่งการดำเนินชีวิตในความเชื่อกับพระเจ้าก็อาจเกิดความลังเล ท่ามกลางความยิ้มแย้มแจ่มใส ในใจอาจเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง

หลายคนไม่อาจลืมความผิดพลาดของตนจนเป็นความอ่อนแอของชีวิต หลายคนจมอยู่ในความทุกข์ใจเมื่อคิดถึงความอ่อนแอของชีวิต ดังนั้นเราจึงพบว่าจิตใจที่อ่อนแอทำให้

  • เป็นเครื่องบั่นทอนชีวิต ขาดความชื่นชมยินดี
  • ขาดพลังในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้า ไม่อาจเข้าเฝ้า อธิษฐานกับพระเจ้าได้ ขาดความเป็นหนึ่งเดียว กับพระเจ้า
  • เฝ้าโทษตนเองตลอดเวลา ชีวิตไม่มีสันติสุข
  • หลบลี้หนีหน้าผู้คน ไม่อยากมาคริสตจักร หรือสามัคคีธรรมกับพี่น้อง

ชีวิตผู้คนมากมายจมปลักอยู่กับความอ่อนแอของชีวิต จนดูเสมือนว่าชีวิตมีแต่ความล้มเหลว

เปาโลเรียกว่า สิ่งนี้ ว่า…. หนามใหญ่

2โครินธ์ 12.7-10
 

และเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวจนเกินไป เนื่องจากที่ได้เห็นการสำแดงมากมายนั้น ก็ทรงให้มีหนามใหญ่ในเนื้อของข้าพเจ้า หนามนั้นเป็นทูตของซาตานคอยทุบตีข้าพเจ้า เพื่อไม่ให้ข้าพเจ้า ยกตัวเกินไป เรื่องหนามใหญ่นั้น ข้าพเจ้าวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง เพื่อขอให้มันหลุดไปจากข้าพเจ้า แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า "การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน เดชของเรา ก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น" เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอ ของข้าพเจ้า เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจ ในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า ในการประทุษร้ายต่างๆในความยากลำบาก ในการถูกข่มเหง ในความอับจน เพราะว่าข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อใด ข้าพเจ้าก็จะแข็งแรงมากเมื่อนั้น

เปาโลเองก็รู้สึกว่าในชีวิตมีหนามใหญ่คอยทิ่มแทง หรือทุบตีอยู่เสมอ

ขนาดเปาโล ผู้ได้ชื่อว่าเผชิญทุกสิ่งได้ ยังอธิษฐานวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสาม ครั้ง เพื่อขอให้หนามใหญ่หลุดไป นั่นเท่ากับแสดงให้เห็นว่าหนามใหญ่หรือความทุกข์ใหญ่นั้นเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว

แต่เปาโลก็ได้ให้ทัศนคติต่อหนามใหญ่นั้นมีผลให้ เกิดการถ่อมใจ ไม่ยกตน หรืออวดตน ไม่ทำให้ผู้อื่นมายกยอมากเกินกว่าที่รู้จัก

เปาโล เป็นผู้ที่บอกเราว่า มีหนามใหญ่ในเนื้อ และได้วิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงสามครั้ง เพื่อขอให้มันหลุดไปจากชีวิต อะไรเป็นหนามใหญ่ของเปาโล

ถ้าท่านศึกษาชีวิตของเปาโลก่อนรู้จักพระเยซู จากอดีตที่เปาโลเป็นขุนนางผู้ใหญ่ มีอำนาจมากมาย และได้ทำร้ายข่มเหง ชาวยิวตามหน้าที่ แต่เมื่อมาเข้าใจและรู้จักพระเยซูคริสต์ ก็ต้องรู้สึกผิด ผิดต่อพี่น้องชาวยิวที่เปาโลเคยทำร้าย

ระหว่างที่เปาโลขะมักเขม้นประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์เจ้า ก็ต้องเผชิญกับสภาวะการณ์ทั้ง 2 ด้าน คือ

  • ด้านหนึ่งก็ต้องพบกับความไม่เชื่อใจของพี่น้องชาวยิว
  • และอีกด้านหนึ่งก็ต้องเผชิญกับการเย้ยหยันของพี่น้องชาวโรมัน

ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตแต่ละวัน

ถ้าเราต้องมีชีวิตเช่นนั้น เราจะรู้สึกอย่างไร แค่เรามารู้จักพระเจ้าคนเดียว เรายังรู้สึกลำบากใจต่อการใช้ชีวิตกับญาติพี่น้อง และเพื่อนร่วมงาน

มีใครในพระคัมภีร์บ้างที่มีหนามใหญ่ ?….

นอกจากนี้ยังพบเห็นผู้คนในพระคัมภีร์ที่ได้รับการสรรเสริญ ล้วนมีหนามใหญ่อยู่ในเนื้อของเขาทั้งสิ้น แม้พระคัมภีร์จะไม่ได้กล่าวถึงหนามใหญ่ในใจเขาเหล่านั้น แต่เราก็พอรับรู้ได้ว่า การทำสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต ย่อมต้องรู้สึกผิดเมื่ออยู่ต่อหน้าพระเจ้า เช่น
- โมเสส ฆ่าคนอียิปต์ (อพยบ 2.11-15) ก็หลบหนีหน้าไปเป็นเวลานาน
  และโมเสสยังเป็นผู้รับพระบัญญัติจากพระเจ้า โดยเฉพาะพระบัญญัติว่า "
อย่าฆ่าคน" ตลอดจนในกันดารวิถี 20.7-12 โมเสสตีหินสองครั้งด้วยไม้เท้า
ซึ่งขัดกับพระบัญชา ของพระเจ้าและโมเสสยังต้องอยู่รับใช้อีกนาน
(เฉลยธรรมบัญญัติ 34.4-8)
- ดาวิด เป็นผู้ที่แย่งเมียคนอื่น เป็นผู้ออกอุบายฆ่าสามีเพื่อนำเมียของผู้อื่น
  มาเป็นเมียของตน และยังเป็นคนที่ฆ่าคนมากมาย แม้จะเป็นเรื่องสงคราม      แต่ก็รู้แก่ใจว่าได้ทำร้ายผู้อื่น (2ซามูเอล 11.3-4,14-15, 27)
- เปโตร ปฏิเสธพระเยซู 3 ครั้ง (มัทธิว 26.17) ถือว่าเป็นตราบาปของตน
     เองที่จารึกไปตลอดชีวิต
- อับราฮาม
โกหกฟาโรห์ของอียิปต์ว่าซาราห์ซึ่งเป็นเมียของตนว่าเป็นน้อง
  สาว เพราะกลัวถูกฆ่า แต่ถูกจับได้ และฟาโรห์ได้ขับออกจากเมือง
(ปฐมกาล 12.12-18)

ดังนั้นแต่ละคนมีหนามใหญ่ในชีวิตไม่มากก็น้อย แต่ยิ่งเข้าใกล้พระเจ้า หนามเล็กก็กลายเป็นหนามใหญ่เช่นกัน เพราะเราต่างยิ่งเห็นความบาปในตัวเราชัดขึ้น เห็นเนื้อหนังที่เป็นสิ่งไม่สมควรกับพระเจ้าเลย

ควรระลึกว่า การมีหนามใหญ่ ไม่ใช่ปัญหาสำคัญต่อการรับใช้พระเจ้าและดำเนินชีวิตปกติ

 

ข้าพเจ้าจะไม่อวด เพราะถึงแม้ว่าข้าพเจ้าอยากจะอวดข้าพเจ้าก็ไม่ใช่คนเขลา เพราะข้าพเจ้าพูดตามความจริง แต่ข้าพเจ้าระงับไว้ ก็เพราะเกรงว่า
  • บางคนจะยกข้าพเจ้าเกินกว่าที่เขาได้รู้จากการเห็นและฟังข้าพเจ้า
      หลายคนมารู้จักทีหลังและรู้สึกประทับใจ เมื่อล่วงรู้ถึงอดีตแล้วสะดุด หรือ
    การรู้สึกประทับใจอาจทำให้ยึดติดตัวบุคคลมากกว่ามองหาพระเจ้า
  • และเพื่อไม่ให้ข้าพเจ้ายกตัวจนเกินไป

ความชื่นชมในตัวบุคคลใด อาจทำให้ตัวบุคคลดังกล่าวมีความรู้สึก กระหยิ่มยิ้มย่องเกินไปจนความถ่อมใจลดลง

เหตุฉะนั้นเพราะเห็นแก่พระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า
  • ในการประทุษร้ายต่างๆ การถูกทำร้าย ความไม่ยุติธรรม
  • ในความยากลำบาก ความขาดแคลน ไม่พอใช้ การไม่ได้ดังใจ
  • ในการถูกข่มเหง การดูถูกเหยียดหยาม เห็นผู้อื่นทำบาปแล้วร่ำรวย
  • ในความอับจน เผชิญกับปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ด้วยกำลังตนเอง ต้องอดทน
  • นี่คือทัศนคติต่อหนามใหญ่ของเปาโลที่สอนต่อเราทั้งหลาย เป็นคำตอบของพระเจ้าที่บอกเรื่องหนามใหญ่กับเปาโลและเราทุกคน

    ดังนั้นเมื่อชีวิตต้องพบอุปสรรค ได้รับการประทุษร้ายต่างๆ มีความยากลำบาก ถูกข่มเหง ได้รับความอับจน จงอย่าได้เฝ้าคิดถึง เรื่องความผิดพลาดในอดีตมาตอกย้ำปัญหาที่กำลังเกิด แต่กลับให้ตระหนักว่า ชีวิตที่อ่อนแอและแก้ไขปัญหาด้วยตนเองยังไม่ได้ นั่นเป็นเวลาที่เราต้องพึ่งพาพระเจ้า ต้องใกล้ชิดพระเจ้า และให้รู้สึกภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของตนเอง เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในเรา
    (2โครินธ์ 12.9-10)

     

    ความรู้สึกเช่นนี้เอง จะทำให้เรา
  • เข้าหาพระองค์ และเริ่มขอบคุณพระเจ้า ที่แม้เคยผิดพลาด ก็ยังได้รับการดูแล
  • เริ่มเข้าใจ และเห็นใจผู้อื่น ที่ย่อมมีความทุกข์ใจเช่นกัน จะเริ่มอธิษฐานเผื่อ
  • เห็นความทุกข์ของตนเองเล็กลง และมีสันติสุขมากขึ้น
  • ชีวิตกลับมาสู่ความชื่นชมยินดี นี่เป็นความปรารถนาปกติของมนุษย์
  • ปัญญาจารย์ 2.24 24 สำหรับมนุษย์นั้นไม่มีอะไรดีไปกว่ากินและดื่ม กับหาความชื่นบานในการงานของเขา นี่แหละข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า