|
ความบาปและเนื้อหนัง เวลาที่เราต่างกล่าวถึงความบาป เรามักจะสับสนกับสิ่งที่เราเรียกเนื้อหนัง เนื่องจากความบาปกับเนื้อหนังมีความสัมพันธ์กันเกือบแยกไม่ออก เพราะในโลกแห่งนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากโลกดั้งเดิมที่พระเจ้าทรงสร้างมาก ตั้งแต่มนุษย์ไม่เชื่อฟังพระเจ้าในปฐมกาล (ปฐมกาล 2.16-17; 3.10-11) การไม่เชื่อฟังคำของพระเจ้าก่อให้เกิดการทำผิด ซึ่งตามด้วยการทำผิดอีกมากมายที่ตามมา และในการทำผิดบางรื่องก็เป็นการทำบาป เพราะก่อเกิดให้เป็นมลทิน (ปฐมกาล 4.8) แม้พระเจ้าจะเตือนเราเวลาที่เรามีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง และกำลังกระทำสิ่งผิด พระองค์ยังตรัสว่า ถ้าเราทำไม่ดี ไม่ช้าเราจะทำบาป (ปฐมกาล 4.6-7) เพราะความบาปกำลังรอคอยอยู่ เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่เราจะต้องกลับมาทำสิ่งที่ถูกต้อง คือการทำดี เราต้องกลับใจใหม่เพื่อทำสิ่งดี และสามารถเอาชนะความบาปได้ ดังนั้นเห็นได้ชัดเจนว่า การทำสิ่งถูกผิดเป็นเรื่องเนื้อหนัง เราต่างทำสิ่งผิดเพราะเราไม่เชื่อฟังพระเจ้า หรือไม่มีพระเจ้าเป็นแสงสว่างส่องนำทาง การดำเนินชีวิตฝ่ายเนื้อหนังหลายอย่างไม่ได้เป็นมลทินจึงยังไม่เป็นความบาป แต่การดำเนินชีวิตฝ่ายเนื้อหนังหลายอย่างกำลังหลอกลวงให้เราทำผิดได้ง่าย เช่น สิ่งบันเทิงเริงรมณ์ ความสวยงาม เกียรติยศ ชื่อเสียง และอาจเป็นหนทางนำให้เรากระทำสิ่งที่เป็นมลทิน เช่น ราคะตัณหา ความหยาบคาย ความละโมบ ความป่าเถื่อน ซึ่งทำให้เราตกอยู่ในความบาป การดำเนินชีวิตตามกระแสโลกทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ถูกโลกครอบครองหรือครอบงำ เช่น การที่เด็กเลียนแบบอันธพาลเป็นสิ่งที่โลกล่อลวง ขณะที่ความบาปเป็นสิ่งที่มนุษย์กระทำแล้วทำให้เป็นมลทิน เช่น การโกหกของเด็กเป็นความบาป เช่นที่คาอินฆ่าอาแบลน้องชาย และโกหกต่อพระเจ้า ทำให้คาอินต้องจากบ้านเดิมไปอยู่ที่เมืองโนคทิศตะวันออกของเอเดน (ปฐมกาล 4.16) หรือที่อับราฮามกล่าวมุสาเพราะกลัวถูกฆ่า (ปฐมกาล 12.11-13) แสดงให้เห็นว่าความกลัวถูกฆ่าเป็นความคิดเห็นที่ผิด และการกระทำถัดมาเป็นการมุสา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำบาป การที่จะเข้าใจหรือรับรู้ถึงลักษณะของบาปได้ ต้องอาศัยการแยกแยะหรือรับรู้จากจากศีลธรรมที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ทุกคนมีศีลธรรมอยู่ในจิตวิญญาณอยู่แล้ว แต่ที่ไม่สามารถแยกแยะความบาปได้ ก็เพราะเราได้ถูกล่อลวงให้ตกอยู่ในลุมพรางของความบาปแล้ว ก็คือเนื้อหนังหรือโลกที่ครอบงำเรานั่นเอง ในสถานการณ์ที่เรากลัว ไม่ว่าจะกลัวภัยที่คุกคามเราอยู่ก็ดี เราก็เลือกที่จะป้องกันตัวเองจากภัยที่คุกคามด้วยการทำความผิดบาปเพื่อหลีกภัยนั้น (ปฐมกาล 4.22-23) สาเหตุก็มาจากการถูกเนื้อหนังหรือโลกหลอกล่อให้เราดำเนินชีวิตมาถึงจุดดังกล่าว ดังนั้นลักษณะของโลกหรือเนื้อหนังจึงเป็นสิ่งที่มองเห็นไม่ชัดเจนว่ากำลังเป็นเหตุให้เราทำผิดบาป ต้องใช้ ทัศนะของพระเจ้าจึงสามารถจำแนกแยกแยะได้ ดังเช่นเศรษฐีหนุ่มผู้เป็นขุนนางที่ถือรักษาพระบัญญัติมาตั้งแต่เด็ก แต่ขาดทัศนะของพระเจ้า จึงถูกโลกยึดครองไว้ไม่สามารถละโลกได้ เพราะความเป็นคนมั่งมี (ลูกา 18.18-23) แตกต่างกับดาเนียลที่ปฏิเสธการแต่งตั้งเป็นอุปราชตรีแห่งราชอาณาจักรของกษัตริย์เบลชัสซา โดยขอเพียงแค่อ่านและแปลหนังสือถวายเท่านั้น เพราะดาเนียลรู้เท่าทันว่าลาภยศ ชื่อเสียง จะเป็นสิ่งบ่อเกิดแห่งการถูกโลกครอบงำ และเป็นลุมพรางให้ทำผิดทำบาปได้ (ดาเนียล 5.16-17) ดังพระคัมภีร์กล่าวว่า “ผู้ที่ได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร” (มัทธิว 16.26) การดำเนินชีวิตที่อยู่ภายใต้กระแสของโลก ทำให้เนื้อหนังรวมทั้งความคิดตกอยู่ภายใต้การครอบงำของกระแสโลกดังกล่าว เท่ากับโลกได้ที่คุมขังและยึดครองมนุษย์นั้นไว้ และซาตานใช้ความบาปมาทำลายมนุษย์ จากที่โลกได้ครอบงำนั่นเอง โดยอาศัยเล่เหลี่ยมรูปแบบต่างๆ นานา ที่จะดึงดูดให้มนุษย์เข้าไปติด และกระทำให้จิตใจแตกสลายจนไม่สามารถเป็นพยานถึงพระคริสต์ในชีวิตของเราได้ (1ยอห์น 2.15) ตรงกันข้ามถ้าเราดำเนินชีวิตสวนทางกับกระแสของโลก เราก็สามารถเห็นหนทางที่ไม่ถูกโลกครอบงำ และสามารถหลีกเลี่ยงการทำบาปได้ จากทางที่พระเจ้าได้ชี้แนะให้เราเดิน (ฮิบรู 11.24-26; มัทธิว 4.8-9) ความบาปมีมาในโลกนี้เป็นเวลานานแล้ว และมีสาเหตุจากการละเมิดกฎบัญญัติของพระเจ้า การเลือกดำเนินชีวิตของมนุษย์ตามกระแสของโลกหรือตามเนื้อหนังที่เปลี่ยนไป เท่ากับเป็นปรปักษ์กับพระเจ้า ดังนั้นการที่จะหลีกเลี่ยงความบาปหรือการทำให้ลูกหลานพ้นจากความบาป จำเป็นที่เราต้องเริ่มต้นละการดำเนินชีวิตตามเนื้อหนังในฝ่ายของโลก (มัทธิว 19.29) ผู้ที่ได้ชื่อว่ามีชัยชนะเหนือโลกก็คือผู้ที่เกิดจากพระเจ้า (1ยอห์น 5.4) ตรงข้ามกับผู้ที่ยังรักโลก ก็ย่อมต้องเป็นศัตรูกับพระเจ้า (ยากอบ 4.4) เราต้องระลึกเสมอว่าฝ่ายโลกกับฝ่ายของพระเจ้าไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ (มัทธิว 12.39; มัทธิว 27.21-22) |
|